คุณพ่อจำนง กับความฝันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

คุณพ่อจำนง กับความฝันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

เรื่องเล่าจากเยือนเย็น
คุณพ่อจำนง กับความฝันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

เมื่อตอนหนุ่มๆ ท่านขับแท็กซี่ ตระเวนรับส่งผู้คนไปทั่วกรุงเทพให้ได้ทำตามความฝัน พอท่านมีครอบครัว ก็เปลี่ยนมาขับรถรับส่งเด็กๆ อนุบาล เช้าไปรับ บ่ายไปส่ง วนแบบนี้หลายสิบปี จนจำเสียงจ๊อกแจ๊ก ของเจ้าของความฝันตัวน้อยๆ ได้อย่างขึ้นใจ

พอท่านอายุได้ราวๆ เจ็ดสิบกว่า ร่างกายเริ่มอยากให้หยุดพัก คุณพ่อก็หยุด – และได้มาช่วยภรรยา หรือคุณแม่ละเอียดขายของชำที่หน้าบ้านแทน ท่านเช็ดขวด จัดของเรียงขึ้นชั้น ถ้าวันไหนมีเวลาว่าง ท่านก็จะไปนั่งใต้ต้นหูกวาง รายล้อมด้วยต้นไม้ที่ท่านปลูก ดูผู้คนเดินผ่าน ฟังเพลงพรพิรมย์

ถ้ามีใครชวนไปเที่ยว ท่านก็มักจะตอบว่า “ไม่ไปหรอก ห่วงลูกค้า”
เมื่อตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา คุณพ่อ เริ่มมีอาการวูบ คุณหมอเอกซ์เรย์เจอฝ้าในปอด ส่งต่อไปตรวจและพบว่าเป็นมะเร็ง ลูกๆ ที่ได้ข่าวต่างน้ำตาไหล แต่คุณพ่อนั่งเงียบ หน้าตาเรียบๆ

“คุณพ่อไม่กลัวเหรอ?” คุณหมอถาม
“ไม่กลัว” ท่านตอบ “แล้วก็ไม่อยากรักษา”

คำตอบนี้ ไม่ได้ได้มาเพราะท่านยอมแพ้ แต่เพราะท่านรู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตที่มีอยู่ครบแล้ว – ได้ทำงาน ได้เลี้ยงลูก ได้เห็นหลานชายเรียนจบทันตแพทย์ ไปประจำอยู่ที่สุไหงโกลก ไกลสุดปลายแผนที่

“ถ้าเยือนเย็นเข้ามาช่วยให้ไม่เหนื่อยและไม่ปวดจากมะเร็ง คุณพ่ออยากทำอะไร?”

ความฝันในวัยนี้ช่างเรียบง่ายและงดงาม ท่านเพียงต้องการที่จะกลับไปขายของชำ ดูแลต้นไม้ และจิบเบียร์เย็นๆ

ลูกๆ จึงปรึกษากับเยือนเย็น แล้วตัดสินใจจะทำตามที่คุณพ่อฝันไว้ จากร้านของชำที่ปิดไปเพื่อรีโนเวทบ้าน ก็สร้างเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อต่อเติมความฝันของคุณพ่อ

“ร้านสีฟ้า มินิมาร์ท” ตัวหนังสือสีแดง บนพื้นหลังสีฟ้า ถัดเข้าไปเป็นชั้นวางขนมที่มีของหลากหลาย ลังเบียร์ที่ถูกวางไว้อย่างดีในร้าน

คุณหมออิศรางค์ บอกกับครอบครัวว่า “คุณพ่อชอบอะไร ให้ท่านทำ ชอบดื่มเบียร์ ก็ให้ดื่ม ไม่ต้องกังวลไปกับตัวโรค”

เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี2567 คุณหมออิศรางค์แวะไปเยี่ยมท่านที่บ้าน
คุณพ่อนั่งอยู่ในร้าน ใส่เสื้อโปโลสีเหลืองสด แว่นกรอบเหลี่ยม ดวงตาสดใส และยิ้มง่าย ยังคงพูดเสียงดังฟังชัด

“หมอ ผมได้ใส่บาตรทุกเช้า ได้ขายของ ได้ดื่มเบียร์ ลูกหลานก็มาหา หลานจากต่างประเทศก็บินมารดน้ำดำหัว”

ท่านกำลังเล่าอย่างคนที่ได้มีชีวิตตามความฝัน อย่างคนที่กำลัง “ได้ใช้ชีวิต”

สามวันต่อมา มีโทรศัพท์ดังเข้ามาที่เยือนเย็น เสียงตื่นตระหนก
“คุณตาบ่นเหนื่อย กินยามอร์ฟีนไปเอง 9 เม็ด!!!”

ทางทีมจึงขอให้ที่บ้านส่งคลิปของท่านมาให้ดู เผื่อต้องรีบไปโรงพยาบาล ก่อนจะพบว่า

คุณพ่อยังคงเดินไปมาจัดของปกติ หยิบนั่น หยิบนี่สบายใจ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!

จึงเป็นที่มาของฉายาที่ทีมเยือนเย็นตั้งให้ท่านว่า “ซุปเปอร์คุณตาของแท้”

การดูแลกับเยือนเย็น ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ พฤศจิกายน 2566 จนถึงเมษายน 2568
คุณพ่ออ่อนแรงลงทีละนิด จากวันที่ยืนจัดของได้ทั้งวัน กลายเป็นนั่งมองลูกค้าจากในร้าน แต่คุณพ่อก็ยังได้ทำในสิ่งที่รัก ฟังเพลง ดื่มเบียร์ และมีแม่ละเอียดอยู่ข้างๆ

คนที่ไม่เคยหยุดนิ่งเพื่อความฝันของคนอื่นและตัวเอง ในที่สุดก็ยอมหยุดพัก

23 เมษายน 2568 หลังจากพักใหญ่ๆ ที่ท่านได้ใช้ชีวิตตามความประสงค์ของท่านเอง คุณพ่อจำนง ได้จากไปอย่างสงบที่บ้าน
ท่านอยู่กับมะเร็งมากว่า 1 ปี 6 เดือน ไม่ใช่ 1 ปี 6 เดือน กับการรักษา แต่เป็นช่วงเวลาของการได้ใช้ชีวิต

ขายของ ดื่มเบียร์ ฟังเพลง ชูสองนิ้วให้กล้อง ยิ้มง่ายจนวันสุดท้าย

เยือนเย็นมีโอกาสได้เข้าไปดูแลคุณพ่อครั้งแรกเดือนพฤศจิกายน 2566 ตอนนั้นท่านบอกว่า “ไม่กลัวตาย แค่อยากกลับไปขายของ”

หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การยื้อชีวิต แต่คือการช่วยให้ท่านได้กลับไปเป็นตัวของตัวเอง – คนขายของชำผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง คนที่เป็นห่วงลูกค้า คนที่ได้นั่งฟังเพลงใต้ต้นหูกวาง

บางทีการดูแลที่ดีที่สุด คือการถามว่า “อะไรคือความฝันของคุณพ่อ” แล้วช่วยทำมันให้เกิดขึ้น

ขอบพระคุณครอบครัวคุณพ่อจำนง ที่ไว้วางใจให้เยือนเย็นได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้นะคะ

บทความโดย: ธัญจิรา วิมลอนุพงษ์

#เยือนเย็น
#เยือนเย็นวิสาหกิจเพื่อสังคม
#การดูแลประคับประคอง
#palliativecare
#AdvanceCarePlan
#ตายดีที่บ้าน
#อยู่สบายตายสงบ
#จากไปอย่างงดงาม
#ดูแลวาระท้าย

Sharing