คุณตาประกอบกับการวางแผนช่วงสุดท้ายที่บ้าน
เรื่องเล่าเยือนเย็น – คุณตาประกอบกับการวางแผนช่วงสุดท้ายที่บ้าน
2 ปีก่อน คุณตาโทรมาหาเยือนเย็นด้วยตัวเอง
เพื่อวางแผน “วันสุดท้ายของชีวิต” ก่อนวันที่จะมาถึง
“ถ้าวันหนึ่งผมนอนติดเตียง…
อย่าส่งผมไปโรงพยาบาลนะ
ผมอยากอยู่บ้าน”
นี่คือสิ่งที่คุณตาประกอบ วัย 92 ปี
โทรมาบอกเยือนเย็นด้วยตัวเอง
ทั้งที่วันนั้น…คุณตายังแข็งแรงดี
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน
มีชายวัย 92 ปี โทรหาเยือนเย็นด้วยตัวเอง
น้ำเสียงของคุณตานิ่ง สุภาพ และชัดเจนมาก
“ผมอยากวางแผนชีวิตระยะท้ายครับ”
คุณตาบอกว่า รู้จักเยือนเย็นจากเพื่อนที่ส่งข้อมูลมาให้ทางไลน์
และพูดประโยคหนึ่งที่ทีมงานยังจำได้ดีจนถึงวันนี้
“ผมต้องการใช้บริการแบบที่ได้ข้อมูลนี้มา”
แม้คุณตาจะยังปักหมุดโลเคชันในโทรศัพท์ไม่เป็น
แต่กลับอธิบายเส้นทางเข้าบ้านได้ละเอียดอย่างน่าทึ่ง
เลี้ยวซ้ายตรงไหน
ผ่านคลองอะไร
หน้าปากซอยมีร้านอะไรอยู่
คุณตาบอกทุกอย่างอย่างแม่นยำ
ราวกับกำลังรอใครสักคนเดินทางมาถึงบ้าน
วันต่อมา
ทีมแพทย์และพยาบาลของเยือนเย็นจึงนัดลงพื้นที่ไปพบคุณตา
ระหว่างทาง คุณตายังคอยโทรบอกจุดสังเกตเป็นระยะ
จนสุดท้าย…เราได้พบชายชราคนหนึ่ง
ที่นั่งรออยู่ในบ้านย่านตลิ่งชันอย่างเรียบง่าย
และนั่นคือจุดเริ่มต้น
ของความสัมพันธ์เล็กๆ ที่ยาวนานเกือบ 2 ปี
หลายคนรอวางแผนชีวิตระยะท้าย
ตอนที่ป่วยหนักแล้ว
แต่คุณตาเลือกวางแผน…ตั้งแต่วันที่ยังพูดคุย เดินเหิน และตัดสินใจเองได้ทั้งหมด
คุณตาอยู่บ้านคนเดียว หลังภรรยาเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน
ลูกสาวโตแวะมาดูแลเป็นประจำ ลูกชายคนกลางเสียชีวิตไปแล้ว
ส่วนลูกชายคนเล็กก็ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว
คุณตาเคยรับราชการทหารเรือ
ทำงานปราบมาลาเรียหลายจังหวัด
เคยเป็นผู้บริหารโรงเรียนพยาบาลทหารเรือ
และใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างเรียบง่ายกับการศึกษาธรรมะ
วันนั้นคุณตาบอกทีมงานว่า
“ชีวิตผมสมบูรณ์แล้ว”
“ไม่ห่วงอะไร”
“ถ้าถึงเวลา…ขออยู่ที่บ้าน”
คุณตาทำเอกสารแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้า
บอกลูกหลานไว้ชัดเจน
และกำชับว่า
“ถ้ามีอะไร ให้ติดต่อเยือนเย็น”
แม้อายุจะมากขึ้น
แต่คุณตายังคงดูแลตัวเองได้ดีมาตลอด
คุณตาเคยมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่ออายุ 70 ปี
รักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าจนหายดี
ต่อมาเมื่ออายุ 79 ปี ก็เคยผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมากสำเร็จ
หลังผ่านโรคใหญ่ของชีวิตมาหลายครั้ง
คุณตายิ่งใช้ชีวิตอย่างเข้าใจความไม่แน่นอนของร่างกาย
ท่านยังไปตรวจติดตามอาการที่โรงพยาบาลศิริราชอย่างสม่ำเสมอ
ใช้ชีวิตเรียบง่าย ดูแลตัวเองได้
และพยายามไม่เป็นภาระของลูกหลาน
บางที…
อาจเป็นเพราะคุณตา “เข้าใจชีวิต” ดี
จึงเลือกวางแผนช่วงสุดท้ายเอาไว้ตั้งแต่วันที่ร่างกายยังแข็งแรง
คุณตาทำเอกสารแสดงเจตนาการดูแลล่วงหน้าไว้ชัดเจน
หากวันหนึ่งอาการทรุดหนัก
ขอให้ติดต่อเยือนเย็นได้ทันที
และตั้งแต่นั้นมา
ไลน์กลุ่มเล็กๆ ระหว่างคุณตากับทีมงาน
ก็กลายเป็นพื้นที่พูดคุย ถามไถ่ และส่งกำลังใจกันอยู่เสมอ
หลังจากนั้น
คุณตาส่งข้อความธรรมะมาในไลน์แทบทุกวัน
บางวันเป็นข้อคิดสั้นๆ
บางวันเป็นคำอวยพร
จนทีมงานเริ่มรู้สึกว่า
ไลน์กลุ่มนี้เหมือนมี “คุณตาของทุกคน” อยู่ในนั้น
กระทั่งวันหนึ่ง
ข้อความที่ส่งมา ไม่ใช่จากคุณตาอีกต่อไป
“คุณตาไอมาก มีไข้ ทานได้น้อย
ป้าเป็นลูกสาวค่ะ…
คุณตาสั่งไว้ว่าให้ติดต่อเยือนเย็น”
ทีมพยาบาลรีบไปถึงบ้านทันที
วันนั้นคุณตาหมดสติแล้ว
ออกซิเจนต่ำ หายใจเหนื่อย
และกำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ลูกสาวเคารพการตัดสินใจของพ่อ
ไม่มีการเรียกรถพยาบาล
ไม่มีการยื้อชีวิตเกินความต้องการของเจ้าตัว
มีเพียงคนในครอบครัว
เสียงพุทธวจนเบาๆ
และการจับมือส่งกันครั้งสุดท้าย
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
คุณตาจากไปอย่างสงบ…ที่บ้านของตัวเอง
ในแบบที่คุณตา “เลือกไว้แล้ว”
มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจตามขั้นตอนปกติ
ก่อนนำร่างของคุณตาไปบริจาคเป็นอาจารย์ใหญ่ให้โรงพยาบาลศิริราช
ตามเจตนาสุดท้ายที่ท่านตั้งใจไว้มาโดยตลอด
หลายครอบครัวไม่เคยได้พูดเรื่องนี้กันเลย
จนวันที่สายเกินไป
แต่คุณตาประกอบเลือกคุย
เลือกวางแผน
เลือกบอกความต้องการของตัวเองเอาไว้ล่วงหน้า
และนั่นทำให้วันสุดท้ายของชีวิต
ไม่เต็มไปด้วยความสับสน ความรู้สึกผิด หรือการตัดสินใจแทนกัน
แต่เต็มไปด้วย “ความเข้าใจ” และ “การเคารพความเป็นมนุษย์”
ไม่ใช่การยอมแพ้ต่อชีวิต
แต่มันคือการเลือกว่า
เราอยากใช้ “ช่วงสุดท้าย” อย่างไร
ถ้าวันหนึ่งเลือกได้…
คุณอยากใช้วันสุดท้ายที่ไหน? คอมเม้นต์มาเล่าให้เราฟังหน่อยนะครับ
ในนามเยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม ขอขอบคุณครอบครัวคุณตาประกอบสำหรับเรื่องราว และรูปภาพ เพื่อนำมาลงเพจเยือนเย็น ฯ เป็นวิทยาทานสู่สาธารณประโยชน์ต่อไป



